Latest News

Home / News / การเลือกไม้แบดมินตัน

การเลือกไม้แบดมินตัน

สำหรับเทคนิคการเลือกไม้แบดมินตันต้องดูอย่างแรกเลยต้องดู รูปเฟรมไม้(Frame Shape)ควรมีลักษณะเป็นมิติแบบ Isometricแบบสมมาตร หัวไม้รูปสี่เหลี่ยม บริเวณจุดกระทบลูก(Sweetspot)กว้างกว่าเฟรมไม้รูปไข่ สร้างสมดุลให้กับเอ็นทั้งแนวตั้ง–แนวนอน เพื่อเพิ่มความแม่นยำแน่นอนในการผลักลูกเมื่อกระทบกับหน้าไม้

1. ระดับความแข็งของก้านไม้(Stiffness of Shaft) ที่ก้านไม้มักจะมีข้อความระบุไว้ โดยทั่วไปมี 3 ระดับ

Flexible ก้านยืดหยุ่น ระดับ Soft หรือ Super flex เหมาะที่จะเป็นไม้รับ หรือวางลูก ก้านไม้ยืดหยุ่นได้ดี มีแรงดีดลูกจากหน้าไม้ได้ไวแรง ช่วยเสริมให้ดีดส่งลูกไปท้ายคอร์ต การรับลูกตบ เหมาะเป็นลูกโต้ตอบได้ฉับไว โดยเฉพาะลูกดาด

Flexible ก้านยืดหยุ่น ระดับ Medium หรือ Regular ก้านแข็งปานกลาง ปกติ เหมาะที่จะเป็นไม้รุกและรับในตัว ช่วยเสริมให้การดีดลูกจากหน้าไม้ได้ดี การวาดหน้าไม้ทำได้คล่องทั้งรุกและรับได้ดีพอๆกัน

Flexible ก้านยืดหยุ่น ระดับ Stiff หรือExtra stiff ก้านแข็ง เหมาะที่จะเป็นไม้รุก ช่วยให้การส่งถ่ายพลังแรงจากข้อมือไปผลักกระทบกับลูกได้รุนแรงอย่างมี ประสิทธิภาพที่สมบูรณ์ ทั้งน้ำหนักและทิศทาง เช่นลูกตบ ลูกหยอดหน้าข่าย ลูกครึ่งตบครึ่งตัด(Topspin) เหมาะสำหรับเกมรุกเป็นสำคัญ ส่วนเกมรับก็ทำได้ในระดับดีพอสมควร

2. จุดศูนย์ถ่วง(Balance Point)ที่วัดจากปลายด้ามจับ (Grip End)

จุดศูนย์ถ่วงของไม้ก็เป็นตัวชี้วัดคุณสมบัติของไม้แต่ละอันว่าไม้นั้นๆเหมาะ สำหรับเทคติกการเล่นของเราในการเล่นคู่–เล่นเดี่ยว เล่นเกมรุก–เล่นเกมรับได้ดีเช่นกัน ส่วนใหญ่ไม้แบดจะเขียนจุดศูนย์ถ่วงไว้ที่ก้านไม้

จุดศูนย์ถ่วงเป็นจุดที่วัดจากปลายด้ามจับ เป็นจุดที่แสดงให้เห็นว่าน้ำหนักของไม้ทั้งหมดอยู่ที่ส่วนใดของก้านไม้ ยิ่งห่างจากปลายด้ามจับ ก็จะทำให้ไม้มีแรงส่งลูกมากเมื่อใช้แรงผลักตีลูกเท่ากัน

ไม้หัวเบา (Head light) จุดศูนย์ถ่วงมีระยะ270-280 mm. เป็นไม้เหมาะสำหรับเกมรับและวางลูก

ไม้หัวหนักปานกลาง(Even/Neutral) จุดศูนย์ถ่วงมีระยะ275-285 mm. เป็นไม้เหมาะสำหรับทั้งเกมรุก–รับ

ไม้หัวหนัก (Head Heavy) จุดศูนย์ถ่วงมีระยะ285-295 mm. เป็นไม้เหมาะสำหรับเกมรุก

น้ำหนักของไม้(Racket Weight)เป็นน้ำหนักรวมของไม้แบดเปล่า

 2u-(90-94g)

3u-(85-89g)

4u-(80-84g)

ไม้เบาตีสวิง ลูกได้เร็วกว่า การควบคุมหน้าไม้ที่คล่องตัวกว่าง่ายกว่า เหมาะสำหรับการเล่นหน้าตาข่าย เล่นทาง วางลูกพลิกลูกได้คล่องตัวแม่นยำและเน้นรับ

ไม้หนักตีสวิงลูก ได้รุนแรงกว่า มีน้ำหนักที่หัวไม้มากกว่า เหมาะสำหรับการเล่นลูกตบที่หนักหน่วงและมีน้ำหนักและทิศทางที่แน่นอน หากต้องการคุณสมบัติของ ไม้ที่เบา(4u)และเป็นไม้รุกไปในตัว  ควรพิจารณาที่ก้านไม้ ควรเป็นไม้ก้านแข็ง(Stiff) และมีจุดศูนย์ถ่วงเป็นไม้หัวหนัก(Head Heavy)จะทำให้การตีลูกการผลักลูกออกไปมีพลังที่หนักหน่วงรุนแรงและได้ทิศทาง

3. ความตึงของเอ็น ค่าสูงสุดที่ไม้รับได้(String Tension Tolerance) โดยจะแบ่งเป็นแนวตั้ง(Main)แนวดิ่ง(Vertical)กับแนวนอน(Cross)(Horizontal) วัดค่าเป็นปอนด์ โดยแนวตั้งแนวดิ่งจะรับได้น้อยกว่าแนวนอน ไม้ที่เบาจะรับความตึงของเอ็นได้น้อยกว่าเนื่องความบอบบางของเฟรม ตัวอย่างเช่นไม้Victor Super Nano 5 จะเขียนค่าความตึงของเอ็นไว้ที่โคนไม้ ว่าแนวดิ่ง V:≤28lbs แนวนอนH:≤30lbs ไม้ Dunlop เขียนว่า Max string tension 26lbs

การกำหนดค่าความตึงของ เอ็นเวลานำไม้ไปขึ้นเอ็น ย่อมขึ้นกับความเหมาะสมความถนัดของนักแบดแต่ละคน ชนิดขนาดและคุณสมบัติของเอ็นแต่ละชนิดด้วย และการขึ้นเอ็นนั้นมีข้อแนะนำว่าควรขึ้นเอ็นด้วยมือแบบถ่วงน้ำหนัก จะทำให้เส้นเอ็นที่ขึ้นทั้งแนวดิ่ง–แนวนอนมีค่าคงที่เท่ากันทุกเส้น  ได้มาตรฐานดีกว่าการขึ้นเอ็นแบบดิจิตอล

สำหรับผู้เล่นทั่วไปนั้นก็จะขึ้นเอ็นกันที่ 20-21 ปอนด์ ไม้ที่รับได้ 21 ปอนด์ก็เพียงพอ แต่ผู้เล่นที่ฝีมือดีหน่อยก็มักจะชอบเอ็นตึงๆ ขึ้นกัน 22-24 ปอนด์ บางคนขึ้นถึง 28 ปอนด์เลยก็มี

อันนี้ก็ต้องดูจาก spec ที่เขียนไว้ที่โคนไม้ จะบอกไว้ทั้ง 2 แนว

สำหรับเอ็นที่มากับไม้นั้นขอบอกว่าหย่อนมาก สำหรับผู้เล่นระดับเริ่มต้นก็พอตีไปก่อนได้ แต่อย่าหวังว่ามันจะขาดแล้วค่อยเปลี่ยนนะครับ มันไม่ขาดง่ายๆ

ส่วนการเลือกเอ็นก็อยู่ที่ขนาดของเส้นเอ็นยิ่งเส้นเล็ก(เช่น BG66 Nanogy98 BG68Ti) ก็จะยิ่งเด้ง แต่ข้อเสียก็จะขาดง่าย แล้วก็คอนโทรลลูกได้ยากกว่าเส้นใหญ่ ข้อดีของเส้นใหญ่(เช่น BG65 BG65Ti)คือจะคอนโทรลลูกได้ง่ายกว่า ขาดยากกว่าแต่ข้อเสียคือ ไม่ค่อ่ยเด้งต้องออกแรงเยอะ

http://ขายโครตดี.com

Admin